IHMP3

ขณะที่เขียนบทความนี้ เพิ่งเดินทางมาถึง Chicago ในโปรแกรมของการอบรมการบริหารงานที่จัดโดยศศินทร์ร่วมกับชมรมรพศ/รพท. Indept hospital menagement program โดยมีการอบรมในประเทศที่ศศินทร์ก่อน และเดินทางมาอบรมต่อที่ kellogg school of management in Northwestern U in Chicago เริ่มในวันนี้ ขณะที่เขียนนี้เป็นประมาญบ่ายสามของบ้านเรา แต่เป็นตีสามกลางดึกของวันจันทร์ พอดีได้นอนเต็มที่แล้วเลยมาเล่าสิ่งที่น่าสนใจให้พวกเรา
เมื่อวันก่อนได้ฟัง CEO ของรพ.บำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นฝรั่งบริหารงาน ได้เห็นข้อที่เป็นประโยชน์จะนำมาปรับใช้กับรพ.เราได้เช่น การพบปะกับเจ้าหน้าที่ทุกอาทิตย์ ของเราอาจจะเป็นทุกเดือน เพื่อการสื่อสารข้อมูล ความก้าวหน้าในรพ. พร้อมรับฟังปัญหาจาก จนท.เอง โดยทีมบริหาร การตั้งคณะกรรมการการรับฟังข้อเสนอแนะและนวัตกรรม เพื่อให้ชัดเจนในการสนับสนุน ของเราก็เรื่องงานวิจัยที่ได้ทำไป ฝากคณะกรรมการออกแนวทางและดำเนินการให้ชัดเจน รวมถึงการประชุมวิชาการ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Bumrungard way เหมือนจะเป็นเส้นทางหรือแนวทางในการทำงานหรือวัฒนธรรมองค์กร แต่ผู้บรรยายไม่มีรายละเอียด เข้าไปดูในweb site ของบำรุงราษฎร์แล้วก็ไม่มี แต่ฟังเป็นแนวแล้วคิดต่อว่า จะเป็น sungaikolok way ที่จะบอกถึงแนวทาง แนวคิดในการทำงาน เช่น เป้าหมายขององค์กร การทักทายเมื่อพบกัน การทักทายผู้ป่วยและญาติ การแต่งกาย แนวคิดหรือการปฏิบัติเรื่องความเสี่ยง ความปลอดภัยในการทำงาน การประหยัด วัฒนธรรมองค์กร หรืออื่น ๆ ใครลองคิดต่อก็ได้ แต่จะเป็นวิถีการทำงานที่ดี เป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการทำงานในโรงพยาบาล แล้วพิมพ์เป็นเอกสาร Sungaikolok way giude book หรือ วิถีทางของโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก กลับไปแล้วจะวางแผนดำเนินการ
ธงชัย Chicago 4.09 11/10/2010

R2R

ผมไม่ได้เขียนมาหลายวัน รู้สึกว่ามีผู้อ่านมากน้อยแค่ไหน ยังไงก็อ่านแล้วช่วยบอกด้วย จะได้เขียนต่อไปเรื่อย ๆ แจ้งผ่าน mail ก็ได้ drthong@gmail.com วันนี้อยากพูดถึงงานวิจัย ผมมีแนวคิดจะสนับสนุน ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ รพ. ทำงานวิจัย โดยเฉพาะที่เป็น R2R เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนา รพ. ให้มั่นคงในระยะยาว อยากจะเชิญชวนทุกคน เบื้องต้นได้ตั้งทีมงานที่จะช่วยดำเนินการและผมได้คุยหลักการไปแล้ว สรุปว่าจะให้ทุกหน่วยงานมีงานวิจัยอย่างน้อย 1 เรื่อง โดยจะมีการจัดอบรมให้ เป็นลักษณะ on the job training อบรมครบก็ทำวิจัยเสร็จ ทีมของ รพ. ได้มีโอกาสไปอบรม R2R ที่ศิริราช ได้ข่าวว่าได้อะไรดี ๆ และจะมาถ่ายทอดให้พวกเราในอาทิตย์หน้า เชิญชวนให้ติดตาม
ผู้ที่สนใจ ผมแนะนำให้คิดเรื่องหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบในงานประจำตนเอง หากคิดไม่ออกลองเข้าไปดูเรื่องที่มีผู้ทำไว้แล้วเป็นตัวอย่าง เมื่อได้เรื่องที่ต้องการคำตอบ ก็เริ่มต้นด้วยการไปค้นคว้า หาข้อมูลว่าทีคนเคยทำแล้วหรือยัง ตอบคำถามเราได้หรือไม่ ถ้าได้และชัดเจนก็สามารถนำไปปฏิบัติเลย แล้วคิดต่อยอดไปอีก หากไม่มีคำตอบหรือมีคนทำแต่ยังไม่แน่ใจว่าเหมือนกันหรือไม่ ก็เริ่มเข้ากระบวนการวิจัย หากมีปัญหาก็ปรึกษาผมหรือทีมวิจัยก็ได้ หากทุกหน่วยทำแบบนี้ ก็จะส่งผลให้การทำงานของพวกเราอยู่บนพื้นฐานวิชาการ มาตรฐาน ที่มีหลักฐานรองรับและเกิดการพัฒนา ทำให้เราทำงานแล้วมีความสุข คือสนุกกับงาน มีความก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและองค์กร ใครไม่เชื่อต้องลองทำอย่างที่ผมแนะนำครับ

การแปรงฟันกับความเสี่ยงโรคหัวใจ

วันนี้ผมอ่านข้อมูลจาก medscape ที่นำข้อมูลมาจากวราสารทางการแพทย์ BMJ(British Medical Journal) ของอังกฤษ ตั้งหัวข้อว่า การแปรงฟันน้อยกว่า 2 ครั้งต่อวันเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เป็นการศึกษาวิจัยสำรวจสุขภาพในผู้ใหญ่แล้วสรุปผลออกมาว่า ประชากรที่ศึกษาที่แปรงฟัน 1 ครั้งและน้อยกว่า 1 ครั้ง เปรียบเทียบกับผู้ที่แปรงฟัน 2 ครั้ง พบความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 1.3 และ 1.7 เท่า ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญ และพบ marker ของ inflammation เพิ่มขึ้น คือ CRP and fibrinogen level ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด atherosclerosis ของเส้นเลือดมากขึ้น ปัจจุบัน มีความเชื่อของการเกิด atherosclerosis ว่าเกิดจากการอักเสบมากขึ้น ความรู้นี้คงน้ำไปใช้แนะนำผู้ป่วยต้องดูแลสุขภาพช่องปากด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสี่ยงมากขึ้น (ข้อมูลเฉพาะในผู้ใหญ่) แต่คงเป็นข้อมูลที่ให้ทันตแพทย์นำไปสอนและชี้ให้เห็นประโยชน์ของการแปรงฟันมากขึ้น จะได้ลดปัญหาเรื่องฟันผุของบ้านเรา
อ่านแล้วเหมือนไม่เกี่ยวกันแต่ก็มีคำอธิบายได้ หรือเป็นผลจากการวิเคราะห์จากงานวิจัย ?? แต่มีประโยชน์ต่อการแนะนำผู้ป่วยให้เห็นความสำคัญมากขึ้น

Internet ในโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก

ปัจจุบัน รพ.มีการเชื่อมต่อ internet เพื่อการส่งข้อมูลและการค้นหาข้อมูล โดย รพ.เช่าระบบ ADSL ของ TOT ในรูปองค์กร ความเร็ว 8 M และมีจุดเชื่อมต่อแยกอีกหลายจุด รวมแล้วค่าเช่าการเชื่อมต่อประมาณหมื่นกว่าบาท

ปัญหาปัจจุบันคือความเร็วของ การส่งรับข้อมูลช้า ระบบไม่เสถียร และการเข้าถึงเฉพาะในส่วนที่มีระบบ LAN เข้าถึง ในส่วนเจ้าหน้าที่และนอกเวลาราชการ เข้าใจว่าน่าจะมีเฉพาะแพทย์และเจ้าหน้าที่บางส่วนที่มีคู่สายโทรศัพท์เช่า ADSL เองที่บ้าน รวมๆ แล้วค่าเช่าทั้งหมดน่าจะหมื่นปลายเกือบสองหมื่น แต่การเข้าถึงยังไม่คลอบคลุม


ทางศูนย์คอมพิวเตอร์จะขอเช่าเป็น Leased line ถ้าเปรียบเทียบกับระบบเดิม เหมือนกับ รพ.ใช้ถนนร่วมกับผู้อื่นที่ใช้ internet ทั่วไป ถ้าคนมาใช้่มากถนนคับคั่ง การรับส่งข้อมูลก็จะช้า ไม่เสถียร ส่วนการเช่าเป็น leased line เหมือนกับขอเช่าถนนเส้นใหม่ต่างหากและใช้เฉพาะในกลุ่มเดียวกัน ทำให้การรับส่งข้อมูลดีกว่า แต่ค่าเช่าก็แพงกว่า ซึ่งในแนวคิดผมเห็นความจำเป็นของ internet และต้องการให้การเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทุกคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ทุกเรื่องได้ จึงได้ติดต่อ TOT เพื่อหาข้อสรุป


ข้อสรุปในเรื่องนี้คือ รพ.จะเช่าระบบ leased line ความเร็ว 8 M ราคาเดือนละ ประมาณ 24,000 บาท(ยังไม่รวม VAT) โดยให้ TOT เดินระบบ wireless ทั้ง รพ. โดยเฉพาะในส่วนบ้านพักทั้งสองฝั่งของ รพ. ให้เจ้าหน้าที่ทุกคน สามารถเข้าถึง internet ได้ตลอดเวลาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์เองที่มี wireless อยู่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งพร้อมอุปกรณ์ รวมถึงการดูแลรักษาตลอด เป็นส่วนของ TOT และรวมไปถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติ 51 พรรษา ในชั้นที่ 2 4 6 7 8 เพื่อบริการผู้ป่วยห้องพิเศษด้วย ส่วนอาคารอื่น ๆ มีระบบ LAN อยู่แล้ว ที่สำคัญคือที่หอพักและบ้านพักทุกหลังต้องเข้าถึง internet ผ่านระบบนี้ได้ ขณะนี้ทาง รพ.ได้ตกลงแล้วกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ คาดว่าน่าจะใช้ได้ในเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่ TOT มาเดินระบบให้เรียบร้อย


การเข้า inretnet ก็จะมีการจัดระบบ และมี user name and password เพื่อเป็นการควบคุมและตรวจสอบหากมีการใช้ที่ผิดกฏหมาย รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

audit chart ผู้ป่วย เพื่อประโยชน์ของทุกคน

วันนี้จะขอเล่าเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อโรงพยาบาลและต่อทุคน คือการตรวจสอบเวชระเบียนผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันถือเป็นรายได้หลักของโรงพยาบาล

กล่าวคือ ผู้ป่วยที่มานอนในโรงพยาบาลได้รับการดูแลรักษาจากพวกเรา เมื่อกลับบ้านข้อมูลในเวชระเบียนผู้ป่วยต้องได้รับการสรุป โดยแพทย์ ถึงโรคที่รักษา การพยาบาลที่ได้รับ หรือหัตถการต่าง ๆ ที่ทำกับผู้ป่วย เสร็จแล้วให้ทางหน่วยเวชสารสนเทศ ให้รหัสโรคและหัตถการต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปตรวจสอบเพื่อขอรับเงินจากการดูแลผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยในทุกสิทธิต้องทำเหมือนกัน ต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย หากข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง จะถูกตีกลับมาแก้ไขแล้วรีบส่งไปใหม่ ทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายใน 1 เดือนหลังผู้ป่วยกลับบ้าน หากล่าช้าจะถูกหักไปตามระยะเวลาที่ช้าไปตามข้อตกลง


ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้ดำเนินการมาอย่างดีระดับหนึ่ง ทำให้เราได้รับเงินมาพัฒนาโรงพยาบาล จ่ายค่าล่วงเวลาหรือในกิจการต่าง ๆ เช่น

ในส่วนของแพทย์ กำชับให้แพทย์สรุปข้อมูลให้ทันใน 3 วัน หากไม่ทันมีการปรับเงิน ซึ่งปัจจุบันเรียกได้ว่าแพทย์ทุกคนให้ความร่วมมืออย่างดี ได้เกือบ 100 % ที่สรุปไม่ทันเดือนละ 1-3 chart เท่านั้น

ในส่วนของchart ที่สรุปแล้วจะได้รับการตรวจสอบเพื่อดูความครบถ้วนของการสรุปไม่ให้ตกหล่น เพราะส่วนที่ตกหล่นคือเงินที่หล่นหายไป มี คุณจินตนา(หน่อย) หัวหน้าห้องฉุกเฉิน คุณสมมาศ หน่วยไตเทียม และคุณโอภาส เวชสารฯ ช่วยในการ audit chart ผู้ป่วยที่แพทย์สรุปว่าขาดตกตรงไหนก็เพิ่มเติมให้ครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะมีค่าตอบแทนให้(ซึ่งควรจะได้ตามงานที่ทำ) แต่ผมถึอว่าได้เสียสละเวลาช่วยโรงพยาบาลอย่างมาก

จากข้อมูลที่คุณโอภาสได้สรุปมา ข้อมูลคร่าว ๆ ว่าทำให้โรงพยาลบาลได้เงินมาเพิ่มหากไม่ได้มีการ audit ใน 6 เดือนประมาณ 5.5 ล้านบาท หมายความว่าหากเราไม่มีกระบวนการนี้เราจะได้เงินน้อยลงไป 5.5 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามจากที่ผมดูข้อมูลเรายังไม่สามารถ audit chart ได้ทั้งหมด ปัจจุบันทำได้ประมาณ 70 % ของผู้ป่วยใน ถ้าคิดตามสัดส่วนหากเราทำได้ 100 % เราก็จะได้เงินเพิ่มมาอีก ประมาณ 2.35 ล้านบาทใน 6 เดือน และยังมีในส่วนของข้าราชการที่เบิกจ่ายตรง ที่ยังมีโอกาสการตรวจสอบเพิ่มเติมและปรับระบบให้ข้อมูลได้ทันเวลาจะทำให้โรงพยาบาลได้เงินเพิ่มอีกประมาณ 120,000 ต่อปี ทั้งหมดนี้ดูว่าผมให้ความสำคัญกับเงิน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าการจะพัฒนาเรื่องใด ทำงานใดต้องใช้เงินทั้งนั้น ผมมีความตั้งใจจะพัฒนางานอีกหลายเรื่องซึ่งต้องใช้เงิน และแนวโน้มในโรงพยาบาลในขณะนี้ทุกเดือนจะขาดทุนหลายล้านบาทต่อเดือน ดูจากเงินบำรุงที่ลดลงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประมาณ 30 ล้าน


ที่จริงแล้วเงินที่กล่าวมาเหล่านี้ เป็นเงินที่เราควรจะได้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากการจ่ายใช้ระบบนี้ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลก็มีข้อบกพร่องอยู่ ปัจจุบันทุกโรงพยาบาลก็พยายามทำให้ครบถ้วนอยู่ที่การตรวจสอบ หาจุดรั่วของข้อมูลหรือขั้นตอนต่าง ๆ เช่น เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ผมพยายามหาจุดที่บกพร่องที่เราอาจจะนึกไม่ถึง

กรณีเบิกจ่ายตรงที่ผู้ป่วยนอก สอบถามจากการเงินว่าเราได้รับการจัดสรรครบถ้วนหรือไม่ ได้ข้อมูลว่าที่โรงพยาบาลส่งข้อมูลไปจากใบสั่งยาที่มาถึงการเงิน ก็ได้รับจัดสรรตามนั้น 100 % ดูแล้วก็ครบถ้วนใช่หรือไม่ ผมตั้งคำถามต่อว่าแล้วผู้ป่วยเบิกจ่ายตรงที่มาตรวจและรับยากลับไปในแต่ละวันแต่ละเดือนตรงกับที่การเงินได้รับใบสั่งยาหรือไม่ เรายังไม่เคยตรวจสอบ เลยมอบคุณหมอพรประสิทธิไปช่วยดู ก็ได้ข้อมูลมาอย่างรวดเร็วจากศูนย์คอมพิวเตอร์ คุณแนท พบว่าข้อมูลใบสั่งยาที่ไปถึงการเงินขาดหายไป ตรวจสอบแล้วตกเดือนละประมาณ 200,000 บาท ขณะนี้เลยช่วยกันดำเนินการอยู่ โดยศูนย์คอม หาข้อมูลมาทั้งหมด ฝ่ายเวชสารคุณโอภาสและทีมตรวจสอบส่วนที่ขาด ส่งให้คุณสุทิน การเงินส่งข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งได้เพียง 1 ปี คือ ตั้งแต่เมษายน 2552 ขณะนี้กำลังทยอยส่งไปเพื่อเก็บเงินกับกรมบัญชีกลางย้อนหลัง คาดว่าน่าจะได้เงินในส่วนของเราที่ควรได้มาเพิ่ม ประมาณ 2.4 ล้านบาท ขณะนี้ถึงเดือนมิย 2552 ได้มาแล้วประมาณ 500,000 บาท


ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อที่จะบอกพวกเราว่า ยังมีอะไรที่หากพวกเราช่วยกันโรงพยาบาลก็จะอยู่รอดแบบสบาย ๆ ขณะนี้กำลังแก้เรื่อง audit chart ที่ต้องขอพยาบาลมาเพิ่มช่วยในการ audit chart โดยมีค่าตอบแทนเล็กน้อยให้ประมาณ 9,000-10,000 บาทต่อเดือน

ที่สำคัญทำให้โรงพยาบาลได้รับเงินที่ควรจะได้อย่างเต็มที่ และมอบงานเวชสารไปดูระบบในการจัดการให้กระบวนการทั้งหมดให้ทันการ และการนำข้อมูลที่พบจากการตรวจสอบมาแจ้งแพทย์เป็นประจำ เพื่อจะได้เรียนรู้ร่วมกันและสรุปให้ครบถ้วนไม่ต้องมา audit กันบ่อย ๆ ตลอดไป พยาบาลท่านใดสนใจติดต่อที่ผมหรือคุณจินตนา ก็ได้ ซึ่งทางทีมงานจะช่วยสอนให้ต่อไป ผมคิดว่าพยาบาลทุกคนทำได้

ข้าราชการที่บรรจุเป็นกำลังพล ของ กอ.สสส.จชต.

มีเรื่องที่เจ้าหน้าที่หลายท่านสงสัย เรื่อง การได้รับเงิน พสร.(เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ) เป็นเรื่องตั้งแต่ ตุลาคม 2548 ที่ทางจังหวัดให้ทางโรงพยาบาลส่งรายชื่อข้าราชการเพื่อบรรจุเป็นกำลังพล และมีการส่งรายชื่อไปทั้งหมดทุกคนที่เป็นข้าราชการ=283 คน โดยเรียงลำดับ ดังนี้ กรรมการบริหาร แพทย์ ทันตแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน เภสัชกร ผู้ปฏิบัติ โดยเรียงลำดับตามอายุราชการ และเน้นหน่วยรักษาพยาบาล เมื่อ 18 กันยายน 2549 อนุมัติให้รพ.เป็นกำลังพล 69 ราย (โดยที่พวกเราไม่ทราบว่าจะได้อะไร บางท่านว่าอาจจะได้เหรียญชายแดน) ในปี 2550 ได้รับอนุมัติต่อมาอีก 158 ราย โดยเรียงต่อจาก 69 รายแรก และปรับตามตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วน จนเมื่อ 19 เมษายน 2553 ทางกระทรวงเพิ่งมีหนังสือแจ้งมาว่าได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ ใน 69 รายแรก ส่วนที่เหลือต้องรอการอนุมัติ ซึ่งมีหลายขั้นตอนการพิจารณา หวังว่าข้าราชการที่เกี่ยวข้องคงจะเข้าใจในระเบียบที่กำหนด และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ก็คงจะเข้าใจ คงไม่ใช่ว่าใครเสี่ยงมากน้อยอย่างเดียวแต่เป็นระเบียบที่กำหนดด้วย หากต้องการดูข้อมูล ให้ติดต่อที่งานการเจ้าหน้าที่ได้

ผักปลอดสารพิษ

เมื่อวันที่ 19/5/2553 ผมได้ประชุมกับทีมงานเรื่องของการส่งเสริมการปลูกผักของชุมชน โดยมีตัวแทนเกษตรอำเภอและทาง สสอ. เข้ามาร่วมประชุม

โดยผมมีแนวคิดที่จะให้โรงพยาบาลใช้ผักปลอดสารพิษที่เราควบคุมเอง โดยไปดูแลการผลิตและมีการตรวจสอบผักโดยกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคของรพ.

ข้อสรุปของที่ประชุม คือ ทีมงานของ รพ. โดยงานยาเสพติดและสุขศึกษา ไปคุยกับชุมชน โดยเน้นส่งเสริมในกลุ่มผู้ติดยาเป็นหลัก แต่เน้นให้ประสานกับผู้นำชุมชน ให้เกิดความยั่งยืน หากได้กลุ่มที่ชัดเจนแล้ว ทางเกษตรจะมาส่งเสริมให้คำแนะนำทางวิชาการ อาจจะให้พันธุ์ผักด้วย และทาง รพ. จะเป็นแหล่งตลาดให้

โดยส่วนหนึ่งจะใช้ใน รพ. ทำอาหารให้ผู้ป่วย ที่เหลือจะแบ่งขายใน รพ. โดยถือว่าเป็นผักปลอดสารพิษโดยการรับรองของ รพ. คิดว่าส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ รพ. และญาติผู้ป่วยจะมาซื้อด้วย สิ่งที่ได้จากโครงการนี้ คือการส่งเสริมอาชีพในผู้ที่เลิกจากยาเสพติดให้มีอาชีพ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของอำเภอ และมั่นใจว่า รพ.ได้รับประทานผักปลอดสารพิษ โดยให้ทีม รพ.และ สอ. ช่วยดูแลการผลิตไมให้ใช้สารพิษ และมีการสุ่มตรวจเพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้ง ผลการดำเนินงานจะเป็นอย่างไรค่อยนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในโอกาสต่อไป

วิชาการแพทย์

วันนี้เป็นครั้งแรกของการนัดประชุมวิชาการของแพทย์

ผมเสนอให้แพทย์มาร่วมรับประทานอาหารเที่ยงทุกวันพุธ(อาจจะเลื่อนไปวันอื่นในเดือนถัดไป) อาทิตย์ละครั้ง วัตถุประสงค์เพื่อให้แพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ใหม่ได้รับข้อมูลวิชาการใหม่ ๆ และทบทวนการดูแลผู้ป่วย ที่ผ่านมาว่ามีปัญหาต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง และในส่วนของแพทย์เฉพาะทางได้มาคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือมีประเด็นปัญหาใดจะได้แก้ไข ผู้อำนวยการจะได้มาร่วมพบปะและร่วมรับฟังไปด้วย ซึ่งคิดว่ามีประโยชน์

อยากจะให้ทุกหน่วยโดยเฉพาะที่ต้องดูแลผู้ป่วยน่าจะนำปัญหามาคุยกัน หาแนวทางแก้ไขแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศองค์กรแห่งการเรียนรู้พัฒนา ซึ่งจะได้พยายามดำเนินการในส่วนอื่น ๆ ต่อไป

วันนี้เป็นการทบทวน pneumonia ในเด็ก โดยคุณหมอสุภัค กุมารแพทย์ของโรงพยาบาล ไปทบทวนผู้ป่วยที่วินิจฉัย pneumonia ที่มารักษาที่รพ.สุไหงโก-ลก ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ เห็นโอกาสการพัฒนาในหลายประเด็น

เพื่อการดูแลรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงข้อมูลทางวิชาการด้วย ประเด็นพัฒนา เช่น การใส่ tube ในเด็ก ความลึกให้เหมาะสม การประเมิน ข้อที่ต้องระวัง เช่น IV fliud ที่อาจจะมีผลต่อเด็กตัวเล็กๆ รวมถึงการส่ง lab ส่ง Hemoculture เมื่อไร sputum gram strain ควรดำเนินการอย่างไร การเลือกใช้ยา ฯลฯ ผมอยากเห็นการดำเนินการลักษณะอย่างนี้ และนำข้อมูลที่พบไปวางแผนพัฒนา เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นต่อไป ซึ่งการพัฒนาอาจจะไปถึงโรงพยาบาลชุมชนในเครือข่ายด้วย

ต้องขอบคุณแพทย์ที่มาร่วมประชุมกันทุกคน และขอบคุณคุณหมอสุภัค ที่ทบทวนเรื่องดี ๆ ให้นำไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

นโยบายที่ผมจะใช้บริหาร รพ.

แนวนโยบายของผม มีส่วนที่สำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ

1. คุณภาพมาตรฐานในการทำงาน ในทุกระดับ ในทุกการทำงานของโรงพยาบาลต้องอยู่ในมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและบนพื้นฐานทางวิชาการ เช่น มาตรฐาน HA TQA หรือมาตรฐานวิชาชีพการดูแลรักษาผู้ป่วย เช่น การรักษาเบาหวานของสมาคมเบาหวานหรือของ ADA(american diadetic association) เป็นต้น ขอให้ทุกงานไปทบทวนในมาตรฐาน

2. บริการประทับใจ เหนือความคาดหมาย เน้นว่าต้องมีมาตรฐานก่อนและเน้นพฤติกรรมบริการ บริการเหนือความคาดหมายในเชิงประทับใจ ไม่ใช่ตามใจ(ต้องมีมาตรฐานความจำเป็นรองรับ) จุดนี้นับว่ามีความสำคัญเป็นสิ่งที่ทำให้ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติและความสัมพันธ์ที่ดี โอกาสเกิดปัญหาจะน้อยลง ขอให้บุคลากรของโรงพยาบาลให้ความสำคัญในประเด็นนี้

3. การมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน การดูแลรักษาสุขภาพปัจจุบัน ต้องเน้นที่เจ้าของสุขภาพมีส่วนร่วมด้วย การที่ท่านทำงานส่งเสริมสุขภาพต้องดูการมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งมีความสำคัญให้เกิดความยั่งยืนในการทำงาน นอกจากนี้ยังหมายถึงการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการทำงาน โรงพยาบาลเป็นของทุกคนที่ต้องร่วมมือช่วยกันในการทำงาน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

ให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนตระหนักทั้ง 3 เรื่อง หัวหน้างานมีการประชุมเจ้าหน้าที่ในทุกเดือน นำประเด็นเหล่านี้ไปชี้แจง มีการทบทวนให้อยู่ในแนวทางตามแนวนโยบายและวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาล และผมจะไปเยี่ยมตามหน่วยงานเพื่อประเมินติดตามเป็นระยะต่อไป